“ทนายธรรมราช” เปิดใจ “พ.ร.บ.ป่าไม้” กลายเป็นกำแพงกั้น “วัดป่า-พระป่า” แห่งพระพุทธศาสนาในยุคนี้ ตอนที่ 1

กรณี “วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์” จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งตกเป็นข่าวในกรณีใช้พื้นที่ป่ารุกล้ำ ทำให้ชุดพยัคฆ์ไพรของกรมป่าไม้จำนวนหลักร้อยคนบุกตรวจวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมชาวพุทธว่า เป็นการกระทำที่หนักเกินไปโดยใช้จำนวนเจ้าหน้าที่เข้าตรวจหวังบุกจับ “หลวงตาสินทรัพย์ จรณธมฺโม” หรือ “หลวงตาสิ้นคิด” ซึ่งในโอกาสนี้ “ทนายธรรมราช” ตีแผ่ตัวบทกฎหมายให้เห็นว่า ทำไมกรมป่าไม้จึงมีสิทธิตามกฎหมายในการดำเนินคดีใช้พื้นที่ป่าเกินพื้นที่ขออนุญาต จนนำมาสู่ภาพของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ไล่พระป่า ออกจากป่า เป็นไปตามที่องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน” อดีตเจ้าอาวาส วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี เคยเทศน์ไว้ด้วยน้ำตาว่า วันหนึ่งจะมีคนกลุ่มหนึ่ง ใช้อำนาจไล่พระป่า ออกจากป่า @สำนักข่าว “วีนิวส์” (We News) มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “นายธรรมราช สาระปัญญา” หรือ “ทนายธรรมราช” เจ้าของฉายา “ทนายชาวพุทธ” ซึ่งได้เปิดใจกับสำนักข่าว “วีนิวส์” (We News) โดยชำแหละประเด็นทางกฎหมายมาให้อ่าน ใน “พ.ร.บ.ป่าไม้” กำแพงกั้น “วัดป่า-พระป่า” เสนอเป็นตอนแรก #We News :- หากดูตามตัวบทกฎหมาย วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ จะถูกดำเนินคดีหรือไม่ ? #ทนายธรรมราช :- วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ที่ดูตามข่าว คือ พื้นที่อนุญาติให้สร้างวัด คือ การที่วัด หรือ สำนักสงฆ์ขอใช้ที่ดินของทางราชการ หรือ ของทางป่าไม้สร้างวัด คือ ตรงนี้ ตามมติ ค.ร.ม. จะให้ไม่เกิน 15 ไร่ อันนี้คือ สามารถสร้างเสนาสนะอะไรได้ ทีนี้ มาทราบตามข้อเท็จจริงที่ทนายของวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์แถลงว่า ตอนแรกขอสร้างเป็นสำนักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ คือ สำนักสงฆ์ แต่มีคำว่า วัด เข้ามา แล้วทีนี้ก็มีพื้นที่อีกส่วนหนึ่งล้นไปจากพื้นที่ป่า 15 ไร่ แต่เป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้ ประมาณ 400 กว่าไร่ แต่ล่าสุดทราบมาว่าประมาณ 500 กว่าไร่ แต่ทีนี้พอไปดูข้อเท็จจริงที่คุณชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร แถลง ส่วนวัด 15 ไร่ และ ส่วนที่เป็นพื้นที่ 12 ไร่ ที่มันล้นไป คือ เฉพาะตัวอาคาร แต่ถ้าวัดพื้นที่โดยรอบ เขียนว่า 90 ไร่ ถ้าฟังย้อนไป เหมือนว่าจะจบ เหมือนแจ้งความ แต่ว่าไม่มีตัว แต่พอเป็นข่าว ก็มีนักร้องขึ้นมาเต็มไปหมดเลย นักร้อง หมายถึงว่า คนนี้ก็พูด คนนั้นก็พูด พูดว่าจะไปร้องตรวจสอบ ถามว่าการแจ้งความที่ไม่มีตัว ทางเจ้าหน้าที่ ถามจริงว่า รู้ไหม ถ้าไม่รู้แล้ว ทำยังไงต่อ ก็ต้องสืบ ใช่ไหมครับ ก็ต้องแจ้งพนักงานชุดสืบสวนไปตามหา ที่ว่าไม่มี คือ ใคร? อันนี้จะนำมาสู่การร้องทุกข์กล่าวโทษได้ในทันที อันนี้ อดีตหัวหน้าอุทยาน คุณชัยวัฒน์บอกว่า อาจจะไม่ฟ้อง อันนี้ประสบการตรงเลยน่ะ พื้นที่ 10 ไร่ หรือ 12 ไร่ คือ อัยการจะไม่ฟ้องก็ได้ แต่มีคดีอยู่คดีหนึ่งของวัดเหมือนกัน ไปสร้างกุฏ แต่ไม่มีรั้ว ไม่มีอะไร แต่ไปสร้างกุฏิ 4 หลังล้ำไปข้างหลัง ล้ำไปบางส่วน แต่เป็นแนวยาว วัดได้ 2 งาน ก็ร้องไปว่า ขาดเจตนา แต่อัยการมีความเห็นอย่างไรรู้ไหมครับ ฟ้องน่ะครับ แค่ 2 งาน เคสนั้นฟ้อง แต่เนื้อหานั้นไม่หนัก เพราะไม่เยอะแค่ 2 งาน จึงให้รับสารภาพ และ แถลงประกอบ แต่ค่าเสียหายประมาณ 10,000 กว่าบาท ให้ป่าไม้ และ เสียค่าปรับในส่วนความผิดอีกส่วนหนึ่ง และ มีโทษจำคุก แต่รอ จำคุกไม่เยอะ ประมาณ 1 ปี อันนี้ เคสนี้คือ ไม่เยอะ แต่กรณีวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ถ้าฟังข้อเท็จจริง ประมาณ 90 ไร่ และ มาบอกว่า อัยการอาจจะไม่ฟ้อง ถ้าตามความเห็นผม ผมว่าไม่มีทาง เพราะมันมีการเข้าสู่ระบบ เข้าสู่การร้องทุกข์กล่าวโทษ มีอดีตตำรวจท่านหนึ่งบอกว่า ไปตรวจแล้วไม่เจอตัว ก็ยุติคดี คือ มันจะยุติคดีได้ยังไง เรื่องมันดังแล้ว หมายถึงคนดูตามข่าวก็รู้แล้วว่ามันมีการสร้างโรงเรือนล้นที่อนุญาติ #We News :- ถ้าเกิดทางวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ เขารื้อถอนเรื่องมันจะจบไหม ? #ทนายธรรมราช :- เคส 2 งานก็รื้อถอน ก็ไม่จบ เพราะเขาถือว่ารุกไปแล้ว คือ ยึดถือ ครอบครอง แผ้วถางด้วย มาเป็นแพกเกจ แล้วถ้าอ้างว่า ไม่ได้ตัดไม้ทำลายป่า คือ ถ้าอ้างแบบนี้ ไม่ได้ อันนี้ไม่ได้ซ้ำเติมวัด แต่จะบอกว่า ถ้ามันมีประเด็นไปแล้ว อย่างถ้าผมมีพื้นที่มันโล่งเตียนอยู่ในอุทยาน บ้านผมโล่งเตียนอยู่ ก็ไปปลูกต้นไม้ไว้ รดน้ำพรวนดินไว้ ได้ไหม ก็ไม่ได้ มันก็ผิดกฎหมาย ทีนี้มันมีทางออกไหม กฎหมายก็คือคนเขียน หน่วยงานราชการเขียน ฝ่ายนิติบัญญัติเขียนขึ้นมา แล้วที่อนุญาต 400 กว่าไร่ ใครขออนุญาต ซึ่งเมื่อดูจากเอกสารหลายเอกสารที่ปรากฎตามข่าว ก็มีหลายช่องทาง เช่น มติคณะรัฐมนตรี เช่น ถ้าคณะรัฐมนตรีมีมติให้วัด ให้พระสงฆ์ที่มีสมาชิก หรือ ที่มีผู้ปฏิบัติธรรมจำนวนมาก กำหนดเงื่อนไขเพิ่มขึ้นมา ถ้าแก้ไขตรงนี้เป็น มติ ครม. มีมติให้อนุญาตใช้ได้ 500 ไร่ เช่น เคสวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ แก้แค่นี้ก็ไม่ผิดแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ถ้ากรมป่าไม้จะยึดกฎหมาย ใช้กฎหมายเต็มขั้น เอาว่าตามตัวบท ข้อเท็จจริงอย่างนี้ ตามนี้ ผิดหรือไม่ผิด ให้ศาลตัดสิน ถ้าไปถึงศาล ตามความเห็นผม คือ ไม่รอดสำหรับคดีนี้ ดีไม่ดีต้องต๊อกก่อน รอไม่ได้ด้วย เพราะ 90 ไร่ #We News :- ที่กรมป่าไม้แถลงขอโทษ ? #ทนายธรรมราช :- คือ ผมมองว่า ป่าไม้ ที่บอกว่าไม่ได้ไล่ ตามที่ผมเข้าใจ อาจจะหมายถึงว่า พื้นที่ที่อนุญาตแล้ว อันนั้นไม่ได้ไล่ ให้อยู่ต่อ คือ ที่ตั้งวัดไปแล้ว ให้อยู่ต่อ แล้วส่วนที่เป็นวนอุทยานก็ว่ากันตามเงื่อนไข ซึ่งระเบียบของพุทธอุทยานเขาให้ใช้พื้นที่ได้ไม่เกิน 15 ไร่ เพราะฉะนั้น 400 กว่าไร่ ก็ไม่สามารถปลูกสร้างได้ จะทำถนนหนทางก็ต้องขออนุญาติเขาเพราะว่าเป็นพื้นที่ที่อนุญาติให้ใช้ประโยชน์เฉยๆ เป็นพื้นที่พุทธอุทยาน ไม่ได้หมายความว่า จะไปสร้างเสนาสนะ หรือ กุฏิ ได้ สร้างได้แค่ 15 ไร่ แต่ประเด็นที่เขาไปแจ้งความ คือ ประเด็นที่มันล้นออกไปอีกจาก 400 กว่าไร่ ซึ่งคำว่า ไม่ได้ไล่ คือ ไม่ได้ไล่ออกจาก 15 ไร่ ยังสร้างวัดได้ต่อ ทีนี้ทางวัด ทางหลวงพ่อฯ ก็อาจจะมองว่า ถ้าเป็นแบบนี้ก็เหมือนกับไล่ หรือ ขับไล่ เพราะถ้าจะดำเนินคดีกันแบบนี้ก็เหมือนไล่ออกจากวัด ก็เลยจะไม่อยู่แล้ว จะคืนทั้งหมด ฟังดูข่าว ผมเข้าใจแบบนั้น แต่ตามความเห็นผมคือ ในพื้นที่ 15 ไร่ ก็ยังให้สร้างวัด ยังอยู่ต่อได้ แต่ว่ามีจำนวนพระสงฆ์ อุบาสก อุบาสิก รวมกันเกือบพันคน ถามว่า 15 ไร่ จะพอไหม #We News :- ตามที่องค์หลวงตาพระมหาบัวเคยเทศน์ไว้ว่า วันหนึ่งจะมีคนมาไล่พระ ตรงนี้รวมอยู่ด้วยไหม ? #ทนายธรรมราช :- คือ มันเป็นการไล่โดยใช้ข้อกฎหมาย ในความเข้าใจคือ ไล่ให้ออกโดยใช้คำว่า มีสิทธิอยู่ แต่ไม่ให้อยู่ แต่ทางกฎหมายก็บอกว่า คุณมีสิทธิอยู่ตั้งแต่แรก ไม่ได้ไล่ นึกออกไหม มันเป็นการเล่นคำกัน แต่ถ้าย้อนกันไปตั้งแต่สมัยครั้งพุทธกาล สมัยก่อน ก่อนที่จะมีกฎหมายป่าไม้ สมัยก่อนที่จะมี พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พูดให้เข้าใจง่ายคือ สมัยก่อนที่ยังไม่มีกฎหมาย ซึ่งกฎหมายก็เริ่มตั้งแต่ปี 2500 ปีนี้ 2569 ก็ย้อนไป 69 ปีเอง พ.ร.บ.ป่าไม้ มีหลังจากนั้น เกิดขึ้นหลังจาก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 อีก ซึ่งก่อนหน้านั้นพระอยู่ป่าไหม อยู่ป่า แต่พอมี พ.ร.บ. หรือ มีกฎหมายมาควบคุมก็ทำให้การกระทำที่เป็นพฤตินัย หรือ วัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ที่อยู่ป่าอยู่แล้ว จากที่เดิมไม่ผิด หรือ อาจจะบอกว่า วัดไหนที่อยู่ป่ามาก่อนแล้ว ก็อยู่ต่อได้ อย่างเช่น วัดพุทธบาทบัวบก ก็เป็นหลักพันไร่ ซึ่งได้ต่อสู้ทางคดี และ ขออนุญาตเรียบร้อย หรือ มีมาอยู่ก่อนแล้ว อาจะมีข้อกฎหมายที่เป็นข้อระเบียบมาปฏิบัติภายหลัง ถามว่า ถ้าพระวัดป่า ไม่ให้อยู่ป่า แล้วให้ไปอยู่ไหน ทีนี้ตรงคำว่าไล่ออกจากป่า ซึ่งไปกระทบสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงให้พระสงฆ์อยู่รุกขมูล หรือ ธุดงควัตร อยู่ในป่า ซึ่งการปฏิบัติอยู่ในป่าเป็นหลัก ก็อาจจะไปในบ้านบ้าง แต่ก็จะเข้าไปจำวัดอยู่ในป่า ก็เป็นวัตรปฏิบัติมา แต่พอมีกฎหมายขึ้นมา ทำให้ข้อวัตรปฏิบัติยากขึ้น พอมีกฎหมายบ้านเมืองเข้ามา พอร่างกฎหมายเข้ามา ก็จะมีมุมที่ทำให้ไปมีปัญหากับวัด กับพระอยู่เรื่อยๆ ซึ่งก็ตรงข้อกฎหมายนี่แหละ ถามว่าทุกคนต้องเคารพกฎหมาย ก็ถูก แต่ว่ามันก็มีวิธี ทำยังไงให้พระอยู่ในป่าได้ โดยไม่ผิดกฎหมาย อย่างวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ถ้าเอาภาพเก่า กับ ภาพปัจจุบันมาเทียบกัน ภาพเก่าที่เราเห็นตามสื่อ คือ ชาวบ้านไปยึดครอบครอง ไปปลูกมันสำปะหลัง ก็ไม่ได้รักษาป่าเท่าที่ควร แต่พอพระไปอยู่ป่าอุดมสมบูรณ์ กลับไปดำเนินคดีกับพระ ในมุมมองของผม ถ้าเป็นข้อกฎหมายก็ผิด แต่ถ้าไล่เรียงมาจนถึงปัจจุบัน กฎหมาย พ.ร.บ.ป่าไม้ มีอายุยังไม่ถึง 100 ปี ถูกไหม ผมมองว่า มันเป็นการออกกฎหมายให้วัดและพระสงฆ์มีปัญหาในการปฏิบัติ จากเดิมที่เคยใช้พื้นที่ในการธุดงค์ได้ ซึ่งบางเหตุการณ์อาจมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถใช้พื้นที่ป่าได้ แต่ดันไปออกกฎหมายคลุมทั้งหมดเลย ทำให้พระพุทธศาสนาต้องมีข้อจำกัดจากข้อกฎหมาย

LAW

Siriprapha Yenyodwichai

4/17/20261 min read

เนื้อหาโพสต์ของฉัน