“พนักงาน อ.อ.ป.” ติงการสรรหา ผอ.คนใหม่ อาจไม่โปร่งใส พบชื่อผู้เคยถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ติดโผ

รายงานพิเศษ การแต่งตั้งบุคคลที่ถูกชี้มูลความผิดจาก ป.ป.ช. ประเด็นร้อนทางด้านข้าราชการการเมืองในทุกรัฐบาล คือ การที่รัฐมนตรี หรือ บุคคลในคณะรัฐมนตรีมีการแต่งตั้งข้าราชการประจำ หรือ เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจที่มีประวัติชี้ชัดทางกฎหมายว่า ทุจริตในทางราชการ หรือ แต่งตั้งรักษาการให้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในวงราชการ นับเป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงทั้งต่อตัวรัฐมนตรีคนนั้น และ เสี่ยงต่อการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดนั้นๆ เพราะโอกาสที่จะมีผู้ไปยื่นร้องตามกฎหมายต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นมีสูงมาก ซึ่งล่าสุดมีข้อมูลที่อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.)โดยตรง (อ่านต่อในข่าว...)

DOCUMENTARY

4/28/20261 min read

@พนักงาน อ.อ.ป. ห่วง

กระบวนการสรรหา ผอ.ไม่เป็นธรรม

หนึ่งในพนักงานองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ได้ให้ข้อมูลตามกฎหมายแก่สื่อมวลชนว่า ต้องการที่จะท้วงติงผลการสรรหาผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ซึ่งล่าสุดข่าววงในว่าคณะกรรมการสรรหาพิจารณาเลือกนายชนุดม เพชรสังข์ หรือ ชื่อเดิมคือนายอนุสรณ์ เพชรสังข์ เป็นผู้อำนวยการอุตสาหกรรมป่าไม้คนต่อไป โดยกระแสข่าวดังกล่าวสร้างความกังขาให้กับพนักงานของ อ.อ.ป. ในกระบวนการสรรหาตำแหน่งผู้อำนวยการคนใหม่ เพราะแม้ว่าจะประกาศให้ยื่นใบสมัครในตำแหน่งดังกล่าว ระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2569 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2569 ก็ตาม แต่พบว่าเริ่มมีความไม่เป็นธรรมในการสรรหาตำแหน่งผู้อำนวยการคนใหม่

ทั้งนี้ หนึ่งในพนักงานของ อ.อ.ป. ได้ชี้แจงว่า เนื่องจากนายชนุดม เพชรสังข์ ขาดคุณสมบัติในการสมัครเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการของ อ.อ.ป. เพราะนายชนุดมพร้อมพวกจำนวน 6 เคยถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดในคดีทุจริตเกี่ยวกับการจัดซื้อปุ๋ยเคมีของสวนป่าในสังกัดองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคใต้ ตามคดีหมายเลขดำเลที่ 04-1-182/2553 ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ชี้มูลฐานความผิดวินัยร้ายแรง พร้อมชี้มูลความผิดทางอาญา และ ทาง ป.ป.ช.ได้ส่งหนังสือชี้มูลความผิดดังกล่าวไปยัง อ.อ.ป.เพื่อลงโทษทางวินัย โดยลงวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2565 ซึ่งมี “นายสุกิจ จันทร์ทอง” ผู้อำนวยการ อ.อ.ป.ในขณะนั้นรับหนังสือและดำเนินการลงโทษทางวินัยตามขั้นตอน

ส่วนที่ ป.ป.ช.มูลความผิดทางคดีอาญานั้น คือ ฐานเป็นพนักงานปฏิบัติ หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือ ปฏิบัติ หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กร หรือ หน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 มีมูลความผิดวินัยร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ และฐานไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ว่าด้วยวินัย การสอบสวน และการลงโทษ สำหรับผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ.2548 รวมทั้งต่อมา ป.ป.ช.ได้มีมติลงโทษทางวินัยร้ายแรงแก่นายชนุดม เพชรสังข์ และ พวก ตามามาตรา 98 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2561

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ที่เว็บไซต์ www.fio.co.th ระบุว่า นายชนุดม เพชรสังข์ ปัจจุบันนั่งในตำแหน่งรักษาการแทนผู้อำนวยการ ซึ่งอยู่ในระหว่างสรรหา โดยในประเด็นนี้ หนึ่งในพนักงานของ อ.อ.ป. ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อประมาณวันที่ 16-18 มกราคม พ.ศ.2569 คณะกรรมการ อ.อ.ป.ได้มีมติให้นายชนุดม เพชรสังข์ และ พวก ออกจากการทำหน้าที่เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจใน อ.อ.ป. แต่กลับมีการแต่งตั้งนายชนุดมให้รักษาการตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการ อ.อ.ป. ซึ่งขัดแย้งกับการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. ที่ให้ผิดวินัยร้ายแรง ตามมาตรา 98 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2561 เพราะฉะนั้นการแต่งตั้งให้นายชนุดมรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.อ.ป. จึงเอื้อประโยชน์ให้มีการใช้อำนาจหน้าที่ดังกล่าวได้ไปต่อในสนามการสรรหาผู้อำนวยการ อ.อ.ป คนใหม่

“สิ่งที่นายชนุดมได้รับการแต่งตั้งเป็นรักษาการผู้อำนวยการ อ.อ.ป. เป็นการแสดงถึงการรักษาผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ใช่ประโยชน์ขององค์กร เพราะเป็นบุคคลที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดไปเรียบร้อยแล้ว มีการกระทำผิดวินัยร้ายแรงตามมาตรา 98 ซึ่งปลายทางแห่งกระบวนการนี้ คือ การให้ออก และ ไล่ออก ซึ่งการทำผิดวินัยร้ายแรงในกรณีนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ แต่ก็พบว่ายังนายชนุดม ยังได้รับแต่งตั้งรักษาการผู้อำนวยการ อ.อ.ป.” หนึ่งในพนักงาน อ.อ.ป. กล่าว

@การคัดเลือกผู้สมัครผู้อำนวยการ อ.อ.ป.

มีความลั่กลั่นในคุณสมบัติ

หนึ่งในพนักงานของ อ.อ.ป. ยังระบุว่า ตามประกาศการสรรหาบุคคลผู้มาสมัครตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.อ.ป. ซึ่งบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2569 ได้กำหนดคุณสมบัติทั่วไป ข้อ 1.1 ไม่เคยถูกไล่ออ ปลดออก ให้ออกราชการเพราะทุจริตในหน้าที่ เพราะฉะนั้น นายชนุดม เพชรสังข์ ซึ่งถูกลงโทษทางวินัยร้ายแรง ตามมาตรา 98 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2561 ที่ระบุให้ลงโทษผู้กระทำผิด 2 กรณี คือ ให้ออก กับ ไล่ออก ทำให้นายชนุดม เพชรสังข์ ขาดคุณสมบัติชัดเจนตามกฎหมาย

“หากคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการ อ.อ.ป. ได้ทราบข้อเท็จจริงตรงนี้ และ ยืนยันว่ากระบวนการยังไม่เกิดขึ้น และ นายชนุดมยังไม่ขาดคุณสมบัติ จะไม่ขอก้าวก่าย แต่ในข้อเท็จจริง ตั้งข้อสังเกตว่า คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้ทรงความรู้ มีประสบการณ์ ย่อมทราบถึงความเหมาะสมทางจริยธรรมของผู้มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.อ.ป. เพราะฉะนั้นเราจะยอมให้คนที่ได้รับการชี้มูลความผิดชัดเจนจาก ป.ป.ช.และมีความผิดในการขาดความซื่อสัตย์สุจริตจนเป็นที่ประจักษ์มาบริหารองค์กรได้อย่างไร ซึ่งจะทำให้มาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เสื่อมเสีย และ ไม่งดงามไปด้วย” หนึ่งในพนักงานของ อ.อ.ป. กล่าว

@การแต่งตั้งบุคคลที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ท้าทายอำนาจนิติรัฐ

อำนาจนิติรัฐของเมืองไทยถูกท้าทายเสมอ หากนักการเมืองที่เข้าไปเป็นข้าราชการการเมืองประมาทเมื่อไหร่ ก็อาจเป็นการทำลายตนเองตามตัวบทกฎหมาย โดยบ่อยครั้งที่นักการเมืองเมื่อเข้าไปรับตำแหน่งรัฐมนตรี หรือ มีอำนาจหน้าที่ในคณะรัฐมนตรี (ค.ร.ม.) ก็มักจะดึงบุคคลที่ตนเองสนิทคุ้นเคยมารับตำแหน่งทางการเมือง หรือ เผลอไปแต่งตั้งข้าราชการ หรือ พนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีคดีทุจริต ได้รับการชี้มูลความผิดโดยลืมไปว่าบุคคลดังกล่าวอาจติดคดีที่เคยถูกชี้มูลความผิดว่าทุจริตในหน้าที่มาแล้ว นี่คือจุดอันตรายที่สุดสำหรับรัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรี เพราะเมื่อถึงเวลา ความผิดพลาดเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่เสมออย่างที่เคยปรากฎมาว่า ทำคณะรัฐมนตรีร่วงจากตำแหน่งทั้งคณะมาแล้ว

เพราะการแต่งตั้งบุคคลที่มีประวัติการกระทำผิดทุจริตในวงราชการให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยรัฐมนตรีหรือผู้มีอำนาจ เป็นประเด็นปัญหาสำคัญทางจริยธรรมและการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบราชการและภาพลักษณ์ทางการเมืองโดยรวม ทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างและจริยธรรม โดยการกระทำดังกล่าวถูกมองว่าเป็น "การทุจริตโดยนักการเมือง" (Political Corruption) รูปแบบหนึ่ง ที่เปลี่ยนจากการแสวงหาประโยชน์ส่วนรวมมาเป็นการเล่นพรรคเล่นพวก (Nepotism) และการอุปถัมภ์ (Patronage)

ทั้งนี้ การนำบุคคลที่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการเพราะทุจริตต่อหน้าที่มาแต่งตั้งใหม่ เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ และอาจถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงสำหรับผู้แต่งตั้ง เพราะต้องอย่าลืมว่า บทบาททางกฎหมายและการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีอำนาจไต่สวนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่กระทำการแทรกแซง หรือแต่งตั้งบุคคลในลักษณะที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อตำแหน่งหน้าที่

ขณะที่บทลงโทษการทุจริตต่อหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นี่คือบทลงโทษที่อาจดูน้อย แต่ถ้าเมื่อการแต่งตั้งบุคคลที่เคยถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด มาจากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น รัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรี ก็สามารถไปถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เช่นกัน

@กรณีบุคคลที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดแล้ว

เป็นสารตั้งต้นอันตรายตามกฎหมาย

ตามกระบวนการตามกฎหมาย “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในระดับรัฐบาลและรัฐสภา โดยเน้นไปที่ความผิดที่ส่งผลกระทบต่อความสุจริตในการใช้อำนาจรัฐ โดยประเภทคดีที่ศาลรับเรื่องคดีทุจริตและการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ยกตัวอย่าง เช่น การกล่าวหานายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. สว. หรือข้าราชการการเมืองอื่น ว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมาย

คดีร่ำรวยผิดปกติ เช่น กรณีขอให้ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติหรือได้มาโดยไม่มีเหตุอันควรตกเป็นของแผ่นดิน,

คดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เช่น การลงชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายที่ถูกวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือ การกระทำที่ฝ่าฝืนจริยธรรมตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ร้องขอให้วินิจฉัย,คดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น รวมไปถึงตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน (เช่น เอกชนที่ให้สินบน) ในการกระทำความผิดร่วมกับนักการเมือง

และ ยังครอบคลุมถึงคดีกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ในกรณีถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ หรือทุจริตต่อหน้าที่

สำหรับบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้แก่ ฝ่ายบริหาร คือ นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีฝ่ายนิติบัญญัติ, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

องค์กรอิสระและอื่นๆ รวมทั้งกรรมการ ป.ป.ช., ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และข้าราชการการเมืองอื่น ๆ

ส่วนเงื่อนไขการส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณคดีนั้น ประชาชนทั่วไป ไม่สามารถยื่นฟ้องต่อศาลนี้ได้โดยตรง แต่ผู้ที่มีอำนาจฟ้องคดี คือ อัยการสูงสุด โดยรับสำนวนต่อจาก ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการฟ้อง และ คณะกรรมการ ป.ป.ช.สามารถฟ้องได้เองในบางกรณี เช่น เมื่ออัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องและมีการตั้งคณะทำงานร่วมแล้วยังไม่ได้ข้อสรุป หรือกรณีร้องขอเรื่องมาตรฐานจริยธรรม

การพิจารณาคดีจะใช้ ระบบไต่สวน ซึ่งศาลมีอำนาจแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้เอง และสามารถอุทธรณ์คำพิพากษาต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายใน 30 วัน

ทั้งนี้ ประเด็นข่าวเกี่ยวกับบุคคลในองค์กรของ อ.อ.ป.ซึ่งถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดแล้ว และ ยังได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บริหารในองค์กรต่อในฐานะรักษาการผู้อำนวยการ อ.อ.ป. จนกระทั่งมีกระแสข่าวว่า อาจแอบชงเรื่องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) อนุมัติแต่งตั้งเป็นผู้อำนวย อ.อ.ป.คนต่อไป ซึ่งจะเปิดสรรหาอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2569 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2569 ตามประกาศเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2569 ลงชื่อโดยนายนิพนธ์ จำนงศิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวง ทส.นับเป็นความสุ่มเสี่ยงและเป็นสารตั้งต้นที่อันตรายแก่รัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ เพราะจุดเริ่มต้นมาจากการเพิกเฉยต่อผลการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. และ ทำเหมือนว่า มติของ ป.ป.ช. ไร้ค่า ไร้ความหมาย โดยยังไม่ดำเนินการตามวินัยตามมติของ ป.ป.ช.

เพราะฉะนั้น บุคคลที่เคยถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดแล้ว นับเป็นสารตั้งต้นที่อันตรายอย่างยิ่ง ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นเรื่องที่ไม่ควรประมาท เพราะ ป.ป.ช.มีอำนาจส่งต้นเรื่องฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยากที่จะหลุดรอด เพราะแต่ละคดีล้วนมีมูลความจริงตามกฎหมายมาแล้วทั้งสิ้น

ทั้งนี้ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2499 มีบทบาทหลักในการบริหารจัดการสวนป่าเศรษฐกิจ ปลูกป่า ผลิตภัณฑ์ไม้สัก และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่ได้เน้นการแสวงหาผลกำไรสูงสุดเป็นหลัก

โดยมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ (สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ซึ่งก่อตั้งเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2499 ด้วยภารกิจหลัก คือ ปลูกและบริหารจัดการสวนป่าเศรษฐกิจ ส่งเสริมและสร้างสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน, ส่งเสริม “อุตสาหกรรมไม้” เผลิตไม้แปรรูป ไม้อัด และผลิตภัณฑ์จากไม้, ทำหน้าที่ “อนุรักษ์” ดูแลป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ และ ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว โดยดำเนินกิจการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่ง อ.อ.ป. มีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งคือ การเป็นองค์กรที่ดูแลป่าไม้และพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากเกี่ยวกับไม้ และ อ.อ.ป. ยังมีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนรอบสวนป่าและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลรักษาป่า

##########